วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

ชมพูพันธ์ทิพย์ ..ร่วงที่สวนรถไฟ



นี่คือ สวนสวรรค์ ยามเช้า

สวยจนอดใจ ไม่ไหว

อาม่า ในสวนสวรรค์

พรมลายสวยหวาน

ฉากนี้ใช้ถ่ายโฆษณา

แล้วคาราวานถ่ายทำโฆษณาก็มาถึง

มองจากบ้านดิน กลางสวน

ซุ้มโค้ง ธรรมชาติ

ซากุระ เมืองไทย

ผลสำโรง ไอ้เม็ดดำ

อยากเป็นผึ้งเข้าไปขยี้เกสร

ภาพนี้คนเงินเดือนแสน ไม่ได้เห็น


อยากให้นักการเมืองเป็นบัวเหนือน้ำ

  ราให้คุณนั่ง พักใจ สบายๆ
 

 



 
วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:35:18 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ชมพูพันธ์ทิพย์ ..ร่วงที่สวนรถไฟ


             เช้าตรู่วันที่ อากาศเย็นสบาย  ปลายเดือนมกราคม มนุษย์ออฟฟิศบึ่งเข้าทำงานไป ตอกบัตร ก่อน 8 โมงเช้า
   คนเงินเดือนแสน เตรียมแผนการตลาด วางกลยุทธรุกรบครั้งใหญ่  เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาด
   บิ๊ก ปตท. กับ บิ๊ก ปูนใหญ่  เคร่งเครียด นอนไม่หลับ  เพราะศาลสั่งระงับโครงการหมื่นล้านในมาบตาพุด นานนับปี
   บิ๊ก การบินไทย ต้องทำกำไร 3 หมื่นล้าน ให้ได้ ภายใน 1  ปี
   นักการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล ด่า มาร์ค เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า ...เบี้ยวแก้ไขรัฐธรรมนูญ
   ทหาร ตบเท้า ให้กำลังใจ ป๊อก  รุมด่า เสธ.แดง  ไอ้ทหารไร้วินัย
   ยามนี้ ข่าวลือ ปฎิวัติ สะพัดไปทั้งเมือง
   บรรยากาศสังคมไทย  เสมือน ทุกคนกำลังเดินเข้าสู่สงคราม 
   เป็น ห้วงเวลาที่ ผู้คน เคร่งเครียด เอาเป็นเอาตาย
   
   .......
   คนเงินเดือนหมื่น ออกไปเดินเล่นที่สวนรถไฟ  พร้อมกล้องถ่ายรูป
   เพราะที่นี่   ดอกชมพูพันธ์ทิพย์ หรือ ตาเบบูย่า กำลังร่วงลงสู่พื้นทีละดอก  ทีละดอก ... งดงามและสงบเย็น  อย่าบอกใคร
   ดอกสีชมพูที่ร่วงหล่น กลายเป็นพรมธรรมชาติ  ที่มี ลวดลาย หวานจับใจ
   น่าล้มตัว ลงนอน  บนพรมสีชมพู
   เด็กหนุ่มสาว ชวนกันมา เดินเล่น ราวกับตัวละครในฉากเรื่อง " เวลาในขวดแก้ว"ของ ประภัสสร เสวิกุล    เด็กนักเรียน ได้เวลาร่ำลาเพื่อนๆ ก่อนปิดเทอม   แต่เด็กหลายคน ไม่ได้เรียนต่อ    ใครบางคน เขียน เฟรนชิฟ ให้เพื่อนรักว่า อย่าลืมฉัน (นะ)
   ..คาราวานถ่ายทำโฆษณา ใช้ภาพสวย  สวนสวรรค์ของชมพูพันธ์ทิพย์ ประกอบฉาก โฆษณา
   เครื่องปั่นไฟ พ่น ควันดำ ออกมาเป็นผสม กลิ่นหอมของดอกไม้ในยามเช้า 
   ลูกหลาน  พาอาม่า มาเหยียบน้ำค้าง บนพรมสีชมพู  สัมผัสอากาศ ยามเช้า ฟังเสียงนกร้อง
   อาม่า ผู้นี้ โชคดีกว่า คนแก่หลายคนที่หดหู่และเดียวดาย ไม่มีลูกหลาน ห้อมล้อม
   นักวิ่งในสวนรถไฟ บ่น พวกถ่ายโฆษณาว่า น่ารำคาญ ไม่รู้กาลเทศะ  รบกวนความเป็นธรรมชาติของสวนสาธารณะ
   เครนยักษ์ของ ช. การช่าง หลายตัว  กำลังทำงาน โครงการบำบัดน้ำเสียของ กรุงเทพมหานคร มูลค่า  3.5 พันล้าน 
   คนเงินเดือนหมื่น เดินตัดข้ามจาก สวนรถไฟ เข้าไป สูดดม ดอกไม้สวยในสวนสิริกิติ์
   เสียดายที่ คนเงินเดือน แสน ไม่ได้ เชยชม ดอกบัว ที่ส่งกลิ่น หอมเย็น ในเวลา 7.30 น.
   เสียดาย ที่ใครอีกหลายคน ไม่ได้ ยินเสียง นกร้อง และดอกไม้  ร่ายรำ
   คนเงินเดือนหมื่น เก็บรูปสวย ๆ  มาฝาก
   เผื่อว่า สักวัน  บิ๊ก ๆ จะได้มีเวลา ไปเดินเล่นในสวน
   แล้วเลิก ทำสงคราม กันเสียที
           !!!!
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1264667040&grpid=07&catid=no&sectionid=0225
 




--
     Weblink
seminar
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminarsat.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminardd.com
www.ipthailand.org
www.joetist.com

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

Social Network สังคมทรงพลัง

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 29 มกราคม 2553 02:00
นงค์นาถ ห่านวิไล
นงค์นาถ ห่านวิไล

Social Network สังคมทรงพลัง (จบ)

     

    สำหรับการใช้ Social Network เพื่อธุรกิจ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือ ลูกค้าเป้าหมายของเราเป็นคนที่ใช้สังคมออนไลน์หรือไม่ ???


    จากผลวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้สังคมออนไลน์  เป็นกลุ่มคนอายุ 25-40 ปี ที่มีทั้งเพื่อนสมัยเรียน เพื่อนมหาวิทยาลัย และสังคมทำงาน ขณะที่วัยรุ่นหรือนักเรียน  ยังมีสังคมไม่มาก เพราะตอนกลางวันต้องไปเรียน กลับบ้านก็มีสิ่งต้องทำมากมาย สังคมก็ยังน้อยไม่เหมือนคนทำงานแล้ว การใช้งานสังคมออนไลน์จึงถือว่าน้อยอยู่  ส่วนกลุ่มอายุเกิน 40 ปี มีบางส่วน เฉพาะกลุ่มที่มีความทันสมัย การศึกษาดี 

    ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กูรู ทางด้าน Social Media บอกว่า เจ้าของสินค้าและบริการ จึงต้องดูว่าคนที่อยู่ในสังคมออนไลน์อยู่ในกลุ่มเป้าหมายเราหรือไม่ ขณะที่ยุคนี้  ผู้บริโภคเชื่อเจ้าของสินค้าน้อยกว่าเชื่อเพื่อนฝูง คนใกล้ชิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ธุรกิจต้องหลีกเลี่ยงการขายตรงๆ อาจต้องมีวิธีการให้คนที่มีอิทธิพลในสังคมออนไลน์  ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายพูดแทน โน้มน้าวใจแทน

    อย่างไรก็ตาม คนที่มีอิทธิพลในสังคมออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดังเสมอไป  แต่อาจเป็นคนที่ในสังคมนั้นๆ  ชื่นชอบหรือเชื่อถือ โจทย์คือเราในฐานะเจ้าของสินค้า จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้พูดถึงแบรนด์หรือสินค้าของเรา เช่น อาจให้สินค้าไปทดลองใช้  เมื่อใช้ดี คนเหล่านั้นก็จะพูดปากต่อปาก ช่วยพีอาร์ โฆษณาให้ทางอ้อมแต่ทรงอิทธิพล

    "ใครที่อยู่ในสังคมออนไลน์ แม้ไม่ใช่ดารา แต่ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พูดอะไรออกไป มีคนรอฟัง แบบนี้สามารถสร้างชื่อเสียงได้  แต่ต้องหาคนเหล่านี้ให้เจอ ซึ่งอาจมาจากการมอนิเตอร์แหล่งที่กลุ่มเป้าหมายปักหลักอยู่  หรือชอบโฉบไป ณ ที่แห่งนั้นๆ เช่น เว็บบอร์ดดังๆ เมื่อหาคนที่มีอิทธิพลในสังคมนั้นๆ เจอ และเมื่อเจอแล้ว  อาจให้สินค้าไปทดลองใช้สร้างประสบการณ์ที่ดีร่วมกับแบรนด์ของเรา"

    การทำแบบนี้ ก็ต้องมีเคล็ดลับเช่นกัน โดยต้องมั่นใจด้วยว่าสินค้าเราต้องดีจริงๆ  เพราะหากไม่ดีจริงจะกลายเป็นการแพร่กระจายความไม่ดีออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งควบคุมได้ยาก  แต่หากสมมุติว่า  เราหาคนที่มีอิทธิพลในสังคมออนไลน์เจอแล้ว เราจะปิดการขายได้เลยหรือไม่  ช่วงเวลานี้สำคัญที่สุด

    โดยเฉพาะเมื่อคนที่มีอิทธิพลนั้นยอมพูดถึงสินค้าแล้ว  เราต้องอำนวยความสะดวกให้โพสลิงค์ของหน้าเว็บสินค้าลงไปด้วย จะมีคนคลิ๊กตามเข้าไปอ่าน  โดย เว็บไซต์สินค้าต้องพร้อมด้วยสำหรับการขาย

    เว็บที่ดีต้องปิดการขายได้ทันทีในขณะที่ลูกค้าเกิดความต้องการซื้อหลังอ่านข้อความจากคนที่ลูกค้าเชื่อถือ อย่าปล่อยให้ความต้องการตก จะทำการขายใน Social Network ต้องพัฒนาเรื่องอี-คอมเมิร์ชควบคู่ไปด้วย ต้องสามารถสั่งซื้อสินค้าและจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตได้เลยทันทีที่ลูกค้าต้องการ

    อย่างไรก็ตาม การจะประสบความสำเร็จในการขายผ่านสังคมออนไลน์ คนที่พูดแทนสินค้าจะต้องมีเครือข่ายหรือแฟนที่ติดตามจำนวนมาก หรือถ้าจะให้แบรนด์สินค้าพูดเองก็ทำควบคู่ไป แต่ต้องดูด้วยว่า สินค้ามีจุดเด่นอะไรให้ผู้บริโภคอยากติดตาม การสร้างความน่าเชื่อถือในตัวสินค้าและบริการที่พูดออกไปนั้นสำคัญอย่างมาก และข้อความที่จะส่งออกไป ต้องพูดในสิ่งที่ผู้บริโภคอยากฟัง ต้องรู้ลึกเข้าไปในใจของผู้ฟัง ความถี่ในการส่งข้อความนั้นก็ต้องมีทุกวันด้วย

    ที่สำคัญอย่าลืมพูดในสิ่งที่พวกเขาอยากฟัง !!

    Tags : Social Network

    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/nongnart/20100129/97849/news.html?utm_medium=bt.io-twitter&utm_source=facebook.com&utm_content=backtype-tweetcount



    --
    โปรดอ่านBlog
    http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&p=920
    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=porpayia&month=12-2009&date=07&group=10&gblog=69
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=auntymod
    http://www.bloggang.com/index.php?category=20
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=praewkwun&month=10-12-2009&group=27&gblog=15 นาฬิกา+ปฎิทิน

    วันละฮากับอาวัฒน์

    วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7001 ข่าวสดรายวัน


    วันละฮากับอาวัฒน์





    วันละฮากับอาวัฒน์


    หน้า 6


    --
    โปรดอ่านBlog
    http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&p=920
    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=porpayia&month=12-2009&date=07&group=10&gblog=69
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=auntymod
    http://www.bloggang.com/index.php?category=20
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=praewkwun&month=10-12-2009&group=27&gblog=15 นาฬิกา+ปฎิทิน

    อินโดจีน อุบลฯ ร้านคนขยัน


    วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7001 ข่าวสดรายวัน


    อินโดจีน อุบลฯ ร้านคนขยัน


    สวรรค์ในครัว

    เขียง มะขาม




    หลังจากเกือบจะเปลี่ยนทะเบียนบ้านไปอยู่หนองคายมาเมื่อปลายปีก่อน

    ต้นปีนี้ชีพจรก็ลงเท้าอีกหน ไปตุหรัดตุเหร่ อยู่แถวอุบลราชธานีอยู่เป็นพักๆ

    บางวันไปเช้าบ่ายกลับ บางวันไปเช้าเย็นกลับ เลยไม่มีโอกาสลุยอุบลฯ แบบเต็มๆ

    จนมาหนล่าสุดนี่แหละ ที่งานเริ่มเข้ารูปเข้ารอย จน "เจ๊ตา" เจ้าถิ่นอุบลฯ บอกว่าไม่ต้องกินข้าวกล่องกันเหมือนหนก่อน

    หิ้วใส่รถไปร้านอร่อยประจำเมือง

    ชื่อว่า "อินโดจีน" อยู่ที่ถนนสรรพสิทธิ์

    ได้ยินชื่อปุ๊บก็ทายออกเลยสิว่าต้องขายอาหารตุรกีแน่ๆ ล้อเล่นน่ะ ต้องขายอาหารลาวกับเวียดนามแหงๆ

    จริงๆ แล้วเป็นร้านเก่า ขายมาตั้งแต่รุ่นเตี่ย (เอ...เรียกเตี่ยจะถูกหรือเปล่านี่ เพราะเขามีเชื้อเวียดนาม)



    อพยพกันมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดสงครามเวียดนาม เดี๋ยวนี้เป็นไทยเต็มตัวเต็มใจไปแล้วทั้งครอบครัว

    มาถึงรุ่นลูก ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่

    จากร้านธรรมดา เดี๋ยวนี้ขยายใหญ่โต มีห้องแอร์ มีด้านหลัง

    และมีชั้น 2 สำหรับคนคอเดียวกัน

    หมายถึงคนชอบของเก่าน่ะนะ อย่าคิดมาก

    ไม่ใช่ของเก่าวิลิศมาหรา แต่ว่าเป็นของเก่าแบบชาวบ้านชนบท ที่ไม่เก็บไว้มีแต่จะสูญหายไป

    ทั้งถ้วยชามรามไห โอ่ง ล้อเกวียน ตั่ง ตู้ไม้กระดาน

    จะ อยู่ใกล้ไกลในอีสาน เจ้าของร้านชื่อ "คุณหนอย" จะตามไปเก็บมาให้ได้ เก็บใส่ร้านไปก็บ่นไปว่าทำงานแล้วไม่เหลือตังค์ เพราะเอาไปซื้อของหมด

    แต่ซื้อแล้วสุขใจ

    ใครคอเดียวกันลองไปคุยกับแกเถอะ สามวันสามคืนไม่จบ

    แต่เวลาที่ไม่ออกไปหาของ คุณเจ้าของร้านเขาก็ทำงานตัวเป็นเกลียว สมชื่อ "ขยันวิทย์" ที่พ่อตั้งให้

    เอาว่า แหนมเนืองร้านนี้ไม่เหมือนใคร เพราะเขาปลูกข้าวทำแผ่นแป้งเองครับ

    เหตุผล ก็คือ แผ่นแป้งที่ซื้อมานั้นยุ่ยไป และข้าวส่วนใหญ่ที่ปลูกในอุบลฯ หรือในอีสานใต้ เป็นข้าวหอมมะลิเสียส่วนมาก เอามาทำแป้งก็ยุ่ยอีกเหมือนกัน

    เลยต้องลงทุนไปซื้อที่ ปลูกข้าวสุรินทร์ 1 ซึ่งเนื้อแข็งกว่ามาทำแป้ง

    พอปลูกข้าวแล้วก็เลยปลูกข้าวเหนียวด้วย บางทีก็ลงข้าวโพดด้วย

    เพราะฉะนั้น อย่าแปลกใจที่ร้านนี้จะมีข้าวเหนียวเปียกข้าวโพดเป็นของหวานขึ้นชื่อ

    แถมที่ดินเหลือยังปลูกผัก ที่เป็นเครื่องเคียงแหนมเนืองและอาหารเวียดนามอื่นๆ

    ถ้าผักไม่พอก็ไปทำ "คอนแทรกต์ ฟาร์มมิ่ง" กับชาวบ้าน มีข้อแม้ว่าผักต้องไม่ใส่สารเคมี

    เพราะฉะนั้น อาหารเขากินได้สบายใจ

    เปาะเปี๊ยะญวนทั้งสดและทอด แหนมเนือง กุ้งพันอ้อย ก๋วยจั๊บญวน เนื้อย่างใบชะพลู หรืออื่นๆ กินได้หมด

    และที่เป็นทีเด็ดก็คือขนมถ้วยหน้ากุ้ง

    ราคาก็ 40-50-60 เป็นส่วนใหญ่

    วันนั้นกินเพลินจนลืมถ่ายรูป เลยต้องขอบคุณภาพจาก "คุณฟ้ากว้างทางไกล" ห้องก้นครัว พันทิบ

    หน้าตาชวนน้ำลายไหลดีพิลึก


    หน้า 21
    http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNakk1TURFMU13PT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5T1E9PQ==

    --
    โปรดอ่านBlog
    http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&p=920
    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=porpayia&month=12-2009&date=07&group=10&gblog=69
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=auntymod
    http://www.bloggang.com/index.php?category=20
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=praewkwun&month=10-12-2009&group=27&gblog=15 นาฬิกา+ปฎิทิน

    ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพียงเล็กน้อยก็สำคัญสำหรับคนจน

     




    วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:04:52 น.  มติชนออนไลน์

    ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพียงเล็กน้อยก็สำคัญสำหรับคนจน

    โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

    ผลวิจัยทีดีอาร์ไอชี้การมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คนตก หล่มความยากจนได้ แนะรัฐรอบคอบสร้างนโยบายสวัสดิการด้านสุขภาพ จากการวิจัยที่เชื่อถือได้  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านสุขภาพอย่างแท้จริงช่วยลดความยากจนได้จริง

     

    ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยผลการศึกษาชุดโครงการวิจัย "การใช้ข้อมูลการสำรวจมาวัดผลกระทบของโครงการ 30 บาทฯ และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีต่อภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนและ การลดความยากจน และการสร้างดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพ"  โดยการศึกษานี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย

     

    1) การศึกษาผลกระทบของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนและการลดความยากจน

    2) ดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพ

    3) แนวทางและทางเลือกในการสร้างตัวแบบสำหรับการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประชาชน ได้รับ (Benefit Incidence Analysis) จากเงินอุดหนุนของภาครัฐในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วย รศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง และนายอรรถกฤต เล็กวิไล โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกัน สุขภาพไทย (สวปก.) ซึ่งอยู่ภายใต้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)


     การศึกษาผลกระทบของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีต่อค่าใช้จ่ายด้าน สุขภาพของประชาชนและการลดความยากจน  ผู้วิจัยได้คิดค้นวิธีสร้างเส้นความยากจนที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมา เพื่อหาจำนวนคนที่จนเพราะรายจ่ายด้านสุขภาพ และนำมาประกอบกับการวัดช่องว่างความยากจน (normalized poverty gap) ที่เพิ่มขึ้นจากการมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปีต่างๆ  ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาโครงการหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (จากโครงการ 30 บาทฯ) สามารถลดภาระรายจ่ายด้านสุขภาพของกลุ่มผู้ยากไร้ที่สุดลงจนแทบจะหมดไปในช่วง สามปีแรกของโครงการ 30 บาทฯ ซึ่งในอดีตกลุ่มคนจน (กลุ่มที่อยู่ใต้เส้นความยากจนตั้งแต่แรก) เคยได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ ประเทศ แต่หลังจากมีโครงการ 30 บาทฯ ขนาดความรุนแรงของความยากจนเพราะสุขภาพในกลุ่มคนจนก็ลดลงจากประมาณร้อยละ 1 จนแทบจะกลายเป็นศูนย์ในปี 2545 และ 2547


    อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีข้อสังเกตว่า การปรับเส้นความยากจนให้รวมหรือไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (ซึ่งมีความแตกต่างเพียงประมาณ 19-33 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น) มีผลทำให้จำนวนคนที่จนเพราะรายจ่ายด้านสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปถึงร้อยละ 0.25-1.1 ของประชากรทั้งประเทศในปีต่างๆ (หรือประมาณหยาบๆ อยู่ระหว่าง 200,000-600,000 คน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีครัวเรือนจำนวนมากที่เสมือนลอยคอปริ่มน้ำอยู่บริเวณ ใกล้ๆ เส้นความยากจน  และมีนัยเชิงนโยบายว่า ถ้ามีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล (copayment) แต่เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้จำนวนคนที่จนเพราะรายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากได้


    เมื่อพิจารณาสัดส่วนของครัวเรือนที่จนเพราะรายจ่ายด้านสุขภาพเทียบ กับคนจนทั้งหมดพบว่ามีสัดส่วนที่ไม่สูงนัก (ประมาณร้อยละ 3-9 ของครัวเรือนที่จน หรือร้อยละ 0.5-2.0 ของครัวเรือนทั้งประเทศ)  และสัดส่วนของครัวเรือนที่จนเพราะรายจ่ายที่เกิดจากการเป็นผู้ป่วยในในโรง พยาบาลก็ยิ่งมีจำนวนน้อยลงไปอีก (ตกประมาณร้อยละ 1 ของครัวเรือนที่จนหรือร้อยละ 0.1-0.2 ของครัวเรือนทั้งประเทศ) แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงส่วนหลังนี้ไม่สำคัญ เพราะตัวเลขที่ต่ำนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วย ในในแต่ละปีมีสัดส่วนที่น้อยกว่าผู้ป่วยนอกมาก 

     

    แต่ในขณะเดียวกัน การที่คนที่จนเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผลจากการเข้านอน โรงพยาบาลบ่งชี้ว่าโครงการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยนอกยังมีความ สำคัญในด้านการลดความยากจนของคนไทยจำนวนมาก
    การศึกษาส่วนที่สอง เรื่อง "ดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพ" เป็นการพัฒนาตัวชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ซึ่งเรามีเงื่อนไข 2 ประการ คือ ประการแรก ประชาชนแต่ละคนได้รับบริการตามความจำเป็นด้านสุขภาพ โดยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะหรือความสามารถในการจ่ายของเขา และประการที่สอง  ประชาชนแต่ละคนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายตามความสามารถในการจ่ายของตัวเอง โดยไม่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นด้านสุขภาพของตน  การศึกษานี้ยังได้นำเสนอตัวอย่างดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมด้านสุขภาพรวมสี่ กลุ่มคือ ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและความยากจน  ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับสภาวะสุขภาพ  ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการสุขภาพ และดัชนีอื่นๆ  ซึ่งดัชนีทุกตัวจะต้องสามารถเชื่อมโยงกับระดับเศรษฐานะได้


    การศึกษานี้พยายามให้เกิดการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการกำหนดนโยบาย ที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เนื่องจากมีการใช้หลักการวิเคราะห์ ฐานความคิด หรือทฤษฎีรองรับแบบผิดๆ  ตัวอย่างเช่น การหาจำนวนผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายจากการใช้จ่ายด้านสุขภาพ ที่ใช้หลักว่าถ้าครอบครัวไหนมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าร้อยละ 10 ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะล้มละลายเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ  ซึ่งเมื่อใช้ตัวชี้วัดนี้กับกลุ่มผู้มีสิทธิ์ในโครงการ 30 บาทฯ ก็จะได้ข้อสรุปที่ผิดเพี้ยนไปว่ากลุ่มคนรวยมีความเสี่ยงที่จะล้มละลาย มากกว่ากลุ่มคนจน เนื่องจากข้อมูลบ่งชี้ว่าคนรวยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าคนจน ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเมื่อคนรวยขึ้นก็มักสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น และคนที่มีเงินและสนใจด้านสุขภาพก็มีแนวโน้มจะใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพในสัด ส่วนที่สูงกว่าคนจน    อีกทั้งโดยทั่วไปแล้วครัวเรือนที่อยู่เหนือเส้นความยากจนมากๆ มักจะสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่สูงกว่าร้อยละ 10 ของค่าใช้จ่ายรวมได้โดยไม่ลำบากนัก แต่ในทางกลับกันสำหรับครัวเรือนที่อยู่เหนือเส้นความยากจนไม่มากนักนั้น มีครัวเรือนจำนวนมากที่มีโอกาสตกหล่มความยากจนจากการมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย


    ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า ความเป็นธรรมด้านสุขภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน หากใช้ดัชนีจากงานวิจัย จะพบว่า ในส่วนแรกนั้น การได้รับบริการตามความจำเป็นด้านสุขภาพของคนไทยยังขาดแคลนอย่างยิ่ง เนื่องจากคนไข้มีจำนวนมาก แพทย์และพยาบาลมีน้อย ทำให้ดูแลคนไข้ไม่ทั่วถึง ซึ่งแม้กระทั่งคนรวยก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน


    การศึกษาส่วนที่ 3 เรื่อง "แนวทางและทางเลือกในการสร้างตัวแบบสำหรับวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้ รับจากเงินอุดหนุนของภาครัฐในโครงการหลักประกันสุขภาพ" โดยได้นำเสนอตัวแบบที่สามารถนำมาใช้คำนวณผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการ ใช้จ่ายของภาครัฐ ในโครงการหลักประกันสุขภาพ  4 ขั้นตอนคือ การจำแนกประชากรออกเป็นกลุ่ม การแจกแจงการใช้บริการสาธารณสุขของแต่ละกลุ่มประชากร การคำนวณเงินอุดหนุนของภาครัฐต่อหน่วยบริการ และสุดท้ายวิเคราะห์ขนาดและการกระจายเงินอุดหนุนของภาครัฐไปยังประชากรกลุ่ม ต่าง ๆ

    ผลการศึกษานี้ มีส่วนทำลายมายาคติที่ว่ารัฐบาลนำภาษีคนรวยมาอุ้มคนจน เพราะความจริงแล้ว ถึงแม้ว่าคนจนจะได้ประโยชน์จากโครงการ 30 บาทฯ มากกว่าคนรวย แต่เมื่อมาคำนวณหาประโยชน์ที่คนฐานะต่างๆ ได้รับจากการใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐในภาพรวม (ซึ่งรวมโครงการสวัสดิการข้าราชการ และโครงการอื่นๆ ที่รัฐจ่ายสมทบด้วย เช่น โครงการประกันสังคม) ก็จะพบว่าในภาพรวมแล้วคนรวยได้รับประโยชน์มากกว่าคนจน 


    ดังนั้นสิ่งที่งานวิจัยนี้เสนอคือ การกำหนดนโยบายที่สำคัญด้านสาธารณสุขควรกำหนดขึ้นโดยมีการศึกษาวิจัยที่มี ตัวชี้วัดและวิธีการตีความข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะนโยบายมีผลกับประชาชนส่วนมาก หากมีการกำหนดนโยบายหรือการประเมินผลที่เป็นผลมาจากการใช้ตัวชี้วัดหรือการ ตีความข้อมูลที่บกพร่องก็อาจทำให้นโยบายหรือมาตรการที่นำมาใช้ก่อให้เกิดผล กระทบที่ไม่พึงปรารถนาและสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้

                                   http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1264662441&grpid=&catid=02

    --
    โปรดอ่านBlog
    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=porpayia&month=12-2009&date=07&group=10&gblog=69
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=auntymod
    http://www.bloggang.com/index.php?category=20
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=praewkwun&month=10-12-2009&group=27&gblog=15 นาฬิกา+ปฎิทิน



    --
    โปรดอ่านBlog
    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=porpayia&month=12-2009&date=07&group=10&gblog=69
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=auntymod
    http://www.bloggang.com/index.php?category=20
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=praewkwun&month=10-12-2009&group=27&gblog=15 นาฬิกา+ปฎิทิน

    วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

    ดาวประดับฟ้า "มัณฑนา โมรากุล" (ตอนที่ 1):ชีวิตต้องสู้!

    ดาวประดับฟ้า "มัณฑนา โมรากุล" (ตอนที่ 1):ชีวิตต้องสู้! ดูวีดีโอประกอบ ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มกราคม 2553 13:34 น.
    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
    มัณฑนา โมรากุล

    มัณฑนา โมรากุล

    จุรี โอศิริ, พิทยา บุณยรัตพันธุ์, จันทนา โอบายวาทย์, รุจี อุทัยกร, สุปาณี พุกสมบูรณ์ และมัณฑนา โมรากุล

    หลวงสิริราชทรัพย์ (ช. โมรากุล) - พ่อ

    ครูผัน เครือสุวรรณ – แม่

    เจ้าคุณพระประยูรวงศ์

    จอมพล ป. พิบูลสงคราม

    วิลาศ โอสถานนท์

    ผลงานเพลงชุด "วังน้ำวน" ของ มัณฑนา โมรากุล ชุดนี้ถือเป็นเพลงยอดนิยม

    มัณฑนา โมรากุล วัย 87 ปี ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 9 คนของศิลปินแห่งชาติ 2552 สาขาศิลปะการแสดง ด้านดนตรีไทยสากล – คำร้อง เธอเป็นอดีตนักร้องหญิงคนแรกของวงกรมโฆษณาการ เธอร้องเพลงมาตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีการบันทึกแผ่น ร้องสดๆ ออกอากาศในสถานีวิทยุกรมโฆษณาการ (วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย)
           
            เธอค้นพบการเปล่งเสียงสูงโดยไม่มีขีดจำกัด เธอเรียกกลวิธีนี้ว่า "เสียงสมอง" เธอใช้ชีวิตการเป็นนักร้องเพียง 12 ปีจากนั้น ลาออกจากกรมโฆษณาการ ในยุคที่น้ำเสียงลงตัวที่สุด ทิ้งเสียงเพลงส่วนหนึ่งให้แก่แฟนเพลงได้ระลึกถึงเธอ
           
            ผลประกาศเมื่อเวลา 12.00 น. ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553 อยู่ในวาระเดียวกับที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน อดีตหัวหน้าของเธอได้รับรางวัลบุคคลสำคัญของโลกในด้านดนตรีจากยูเนสโก ซูเปอร์บันเทิง ASTV ออนไลน์ ร่วมแสดงความยินดีกับมัณฑนา โมรากุล ด้วยเรื่องราวและบทเพลงของเธอ
           
            งานชิ้นนี้ เรียบเรียงขึ้นจากบทสัมภาษณ์เมื่อปี 2538 วัย 72 ปีในปีนั้นนักจัดรายการเพลงเก่า ร่วมกับวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ โดยความสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และกรมประชาสัมพันธ์จัดงาน "ดาวประดับฟ้า มัณฑนา โมรากุล" เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
            ...
           ชีวิตลำเค็ญของมัณฑนา โมรากุล
            มัณฑนา (เจริญหรือจุรี) โมรากุล ชื่อเล่น คือ "แป๋ว" เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2466 ในวังสวนสุพรรณ (ตามพระนาม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ - พระสนมเอกท่านแรกในรัชกาลที่ 5) สถานที่ตั้งของวังสวนสุพรรณคือ ต.สวนนอก.อ.ดุสิต ริมคลองสามเสน
           
            ปี 2486 บิดาของเธอ-ชัย โมรากุล ได้พระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์จากขุนเป็นหลวงสิริราชทรัพย์
           
            วังสวนสุพรรณมี "คณะละครเจ้าคุณพระประยูรวงศ์" ซึ่งมีความสามารถในการแสดงทั้งละครนอก ละครใน และละครดึกดำบรรพ์ ครูละคร "ผัน เครือสุวรรณ" ได้แต่งงานกับชัย โมรากุล ตั้งแต่สมัยไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ข้างฝ่ายพ่อ ชัย โมรากุลบรรพบุรุษเป็นคนจีน สามารถพูดต่างประเทศได้ดี สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ.2457) เป็นล่ามประจำกองทหารไทยไปร่วมราชการสงครามในทวีปยุโรป โดยเดินทางไปพร้อมกับหม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากรและเลื่อน พงษ์โสภณ (นาวาอากาศเอก) เมื่อได้ชัยชนะกลับมา ได้พระราชทานนามสกุล "โมรากุล" และเลื่อนยศสิบเอกจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าทำงานในกรมบัญชีกลางตามหัวเมืองใหญ่ๆภายใต้การสนับสนุนของพระยาพลเทพ สงคราม จนได้ตำแหน่งขุนและหลวงสิริราชทรัพย์ตามลำดับ
           
            หัวเมืองใหญ่ที่หลวงสิริราชทรัพย์โยกย้ายอาทิ ระนอง ภูเก็ต นครศรีธรรมราชและราชบุรี หลวงสิริราชทรัพย์มีบุตรชาย-หญิง อันเกิดจากแม่ครูผัน 6 คน เด็กหญิงเจริญ โมรากุล เป็นลูกคนที่ 4 เนื่องจากแม่และลูกต้องโยกย้ายตามราชการของพ่อ เด็กหญิงเจริญจึงเข้าเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนศึกษากุมารี จ.นครศรีธรรมราช และเริ่มต้นร้องเพลงครั้งแรกที่โบสถ์พระคริสต์ โดยมีมิสแมคเคนเป็นครูขับร้องคนแรกในชีวิต ชีวิตโยกย้ายจากนครศรีธรรมราชไปราชบุรีและกลับมาอยู่ประจำที่วังสวนสุพรรณ การศึกษาขั้นสุดท้ายของเธอคือ มัธยมสอง โรงเรียนเสาวภา
           
            ครูผัน แม่ของเธอไม่พอใจหลวงสิริราชทรัพย์ที่เบนเข็มชีวิตสู่วงการเมือง จึงตัดสินใจแยกทางกัน ขณะนั้นเด็กหญิงเจริญ โมรากุลอายุได้เพียง 7-8 ปี แม่ลูกคู่นี้กลับมารับใช้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ในวังสวนสุพรรณจนเป็นที่โปรด ปราน
           
            "ตอนนั้นท่านเจ้าคุณฯ อายุประมาณ 90 ปี พอสัก 2 ทุ่มเสวยเสร็จปั๊บ ดิฉันมีหน้าที่ขึ้นไปเกาเนื้อตัวท่าน ท่านบอกว่า อีกเด็กคนนี้หน้าตามันดี ไม่เหมือนพ่อมัน พ่อดิฉันเนื้อตัวขาวจั๊ว ท่านว่า ไม่เหมือนลูกเจ๊ก คิ้วเข้มมากเลยตอนนั้น ให้ขึ้นไปบีบนวดทุกค่ำและอ่านหนังสือให้ท่านฟังถึง 5 ทุ่ม ดิฉันได้ค่าเกาคืนละ 2 บาท ทานขนมได้ตั้งหลายวัน"
           
            แม้ว่าจะจากพ่อตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่ความผูกพันทำให้เธอติดตามข่าวสารของพ่ออยู่ไม่ได้ขาด
           
            "รู้ว่าพ่อทำงานอยู่ในรัฐสภา ทำงานอยู่ในพระที่นั่งอัมพรฯ จะต้องเดินมาทางหลัง ร.พันเก้ามาคอยแอบดูพ่อขับรถกลับบ้านทุกเย็น"
           
            ต่อมาหลวงสิริราชทรัพย์ เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ถูกจับกุมฐานะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม
           
            "พอตัดสิน คุณแม่ร้องไห้บอกดิฉันว่า คุณพ่อเธอโดนยิงเป้าแล้ว ตอนนั้นดิฉันอายุ 13 ปี เอาหนังสือพิมพ์มาดู พวกกาสีแดงเป็นพวกที่ถูกยิงเป้า พวกกาสีน้ำเงินจำคุกตลอดชีวิต ดิฉันก็เลยบอกว่าไม่ใช่คะ คุณพ่อแค่โดนจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น"
           
            "ดิฉันไปเยี่ยมเพราะยังไม่ได้ส่งบางขวาง พ่อจำดิฉันไม่ได้เพราะจากกันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ท่านถามแม่ชื่นเมียคนใหม่ว่า แม่ชื่นๆ เด็กรุ่นๆ คนนี้ใคร ก็ยายแป๋วลูกคุณหลวงไง พ่อเอาแว่นออกมาใส่โตอย่างงี้เชียวหรือ พ่อเรียกไปสั่งว่าให้ทำตัวดีๆ นะ รุ่งขึ้นพ่อถูกส่งเข้าแดน 6 คุกบางขวาง ห้องขังติดกับกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ติดอยู่ 8 ปี"
           
            ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่หลวงสิริราชทรัพย์ถูกจองจำ เธอเป็นคนเดียวที่ส่งเสียพ่อ และเลี้ยงดูแม่ พี่ น้อง รวมหลายชีวิต
           
            "ดิฉันส่งตลอด 8 ปี เอาพี่สะใภ้กับพี่ชายไปเช่าบ้านที่ริมบางขวาง ค่าเช่าบ้านตอนนั้น 12 บาท ค่าอาหารให้ทำใส่ปิ่นโตเดือนละ 300 บาท ค่าบุหรี่ อุปกรณ์ต่างๆ ก็เกี่ยวกับการศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ฉันจ่ายหมด"
           
            หลวงสิริราชทรัพย์เป็นคนไทยรุ่นแรกๆ ที่ศึกษาวิชาโหรศาสตร์สากล เมื่อพ้นโทษจึงหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนบทความพยากรณ์โชคชะตาทางหน้าหนังสือ พิมพ์โดยใช้นามปากกาว่า "ช.โมรากุล"
           
            "ไม่รู้ว่าทำไมถึงรักพ่อมาก ทั้งที่คุณแม่ก็ดีกับดิฉันมาก แม่ยังพูดเลยว่า ทำไมเลือดพ่อมันแรงเหลือเกิน ความเป็นเด็กตอนนั้นคิดว่า บ้านหลวงอดุลย์(หลวงอดุลย์เดชจรัส) หลวงพิจารณ์พลกิจ(พ.ต.อ.) มีบ้านอยู่ในบริเวณใกล้ๆ วังสวนสุพรรณ อยากหาระเบิดไปขว้างนัก ความโกรธที่จับพ่อเราเข้าคุกน่ะ"
           
            หลวงสิริราชทรัพย์ ได้รับการนิรโทษกรรมสมัยรัฐบาลม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
            "ดิฉันใช้เสียงนี่แหละเป็นเสน่ห์ ตกเบิกเงินทองที่คุณพ่อติดอยู่ 8 ปีได้คืนหมด ยศก็คืนหมด ไม่งั้นพี่น้องดิฉันซึ่งเป็นผู้ชายเป็นข้าราชการในสำนักนายกฯไม่ได้ ท่านจอมพลป.ถูกชะตา..ลูกศัตรูอย่างดิฉันมาก ท่านยกเว้นเด็กคนนี้ให้คนหนึ่ง"
           
            เธอเริ่มทำงานที่กรมโฆษณาการได้เพียง 3 ปี เจ้าคุณพระประยูรวงศ์สิ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2486 เธอจึงพาครอบครัวออกมาเช่าบ้านอยู่เอง
            "ในห้องที่เจ้าคุณพระอ่านหนังสือจะมีพระบรมรูป ร.5 ก่อนออกจากวัง ดิฉันฝันว่าเป็นเงาเดินออกมาลูบศีรษะ เพราะเมียท่านโปรดดิฉันมาก ดิฉันเล่าให้แม่ฟัง แม่บอกว่า ท่านโปรดลูกจะเจริญ ก็เจริญจริงๆ 10 กว่าปีอยู่ในกรมฯก็ดีขึ้นตามลำดับ ทุกวันนี้บ้านดิฉันบูชาพระบรมรูปท่าน ลูกดิฉันไปเรียนเมืองนอก ดิฉันก็ให้ห้อยคอติดตัวไว้เสมอ ระลึกถึงท่านดีที่สุด นี่เป็นความเชื่อของดิฉัน"
            ...
           จากเพลงไทยเดิม - ไทยสากล
            จากการร้องเพลงในโบสถ์เมื่ออายุ 6 ขวบ หันมาขับร้องเพลงไทยเดิมซ้อมกับครูเจอ บุรานนท์ซึ่งเป็นแม่ของป้าทอง (สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต - เสียชีวิตแล้ว) แม่ของทนงศักดิ์ ภักดีเทวา (เสียชีวิตแล้ว)
           
            "บ้านเราอยู่ใกล้ๆกัน ป้าทองเรียกดิฉันว่าแป๋ว วันนี้คุณเจอไม่ไป มาต่อเพลงเถา 4 บท ร้องแล้วได้ 5 บาท เราเองยากจน แม่อยู่ในวังสวนสุพรรณมีเงินเดือนสำหรับเป็นค่ากับข้าว ซึ่งมันไม่พอหรอก เราเลยต้องต่อเพลงเพื่อที่จะเอาเงินไปแบ่งเบาภาระตรงนี้ พวกเพลง พรานดีดน้ำเต้า อะไรต่อมิอะไร ดิฉันร้องได้หมด ความที่เราไม่รู้ดนตรี บอกเค้าว่า ท่อนนี้ร้องให้ทำฉิ่งแบบนี้นะ (ส่งสัญญาณให้รู้) อายุ 15 ปียังร้องเพลงไทยเดิมอยู่เลย...ดิฉันเกลียดเพลงสามชั้นเพราะมันจะหลับเสีย ให้ได้ พอสองชั้นหรือชั้นเดียว สนุกค่ะ เสียงฉิ่งเสียงฉับมันกระชั้น"
           
            ความชอบส่วนตัว เธอนิยมเพลง "ในสวนรัก" ของจำรัส สุวคนธ์มาก ร้องเล่นบ่อยๆ ป้าอึ่งซึ่งเป็นเพื่อนของแม่ได้พาไปฝึกเรียนร้องเพลงไทยสากลกับครูเฟิม (สกนธ์ มิตรานนท์) ที่สะพานเฉลิมวันชาติ ทุกเย็นเธอต้องฝึกร้องเพลง "จันทร์แจ่มฟ้า" ร้องเพลงตะโกนสุดเสียง ครูสกนธ์ไปสูบบุหรี่ที่มุมไหน จะตะโกนถามว่า คุณครูได้ยินมั้ยคะ
           
            "ดิฉันเป็นคนร้องเพลง เพลงดังชัด ครูก็บอกว่า ได้ยินๆ"
           
            ครูสกนธ์ มิตรานนท์เป็นคนเปลี่ยนชื่อจาก "เจริญ" มาเป็น "จุรี โมรากุล" ซึ่งแปลว่า พู่สีแดงที่ปลายหอก
           
            จุรี โมรากุลอัดเสียงครั้งแรกด้วยงานเพลงของครูสกนธ์ มิตรานนท์และครูพิมพ์ พวงนาคทั้งสิ้น 6 เพลง คือ น้ำเหนือป่า,จันทร์แจ่มฟ้า,สกุณาพาคู่,ใจชาย,สุดอาลัย,ฉันและเธอ ตอนนั้นเธอเพิ่งจะลาออกจากโรงเรียนเสาวภาไม่นาน อายุยังน้อยและไว้ผมเปีย ครูพิมพ์เห็นแววว่า เธอจะไปได้ไกลในวงการเพลง จึงนำไปฝากนายห้าง ต.เง็กชวน และขายเพลง "น้ำเหนือป่า" ด้วย นายห้างพอใจแต่เพลงเท่านั้น หาได้สนใจในตัวเธอไม่
           
            "นายห้างบอกว่าเพลงนี้ซื้อไว้ได้ แต่เด็กหางเปียคนนี้ไม่เอา ไม่มีชื่อเสียง ดิฉันได้ยินเลยอาฆาตประสาเด็ก แหม..พอมัณฑนามีชื่อเสียงขึ้นมา นายห้างต.ไปที่กรมประชาสัมพันธ์ อ้าว...หนูจุรีไปถ่ายรูปหน่อยนะ นายห้างจะเอาไปโชว์ ไม่เอา ไม่ไป ไม่มีรูปดิฉันโชว์ที่ห้างต.เง็กชวนเลย แหม...ตอนนั้นมาบอกว่า เด็กหางเปียไม่เอา"
           
            เพลงทุเรียนดีๆ ประกอบละครวิทยุของคณะจารุกนก ของครูพิมพ์ พวงนาค ส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตของเธอ
           
            วิลาส โอสถานนท์(อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์)ได้ยินในละคร จึงสั่งให้เอาเด็กที่ร้องเพลงทุเรียนดีดีไปตัดเสื้อ 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นชุดราตรี อีกชุดหนึ่งเป็นเสื้อแขนกระบอกสีแดงและให้นุ่งผ้าลาย สวมงอบสีแดงขึ้นพระที่นั่งอัมพรสถาน ร้องเพลงในงานวันเกิดผู้สำเร็จราชการในหลวงรัชกาลที่ 8 (พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา) ตรงกับวันที่ 24 กรกฎาคม
           
            ปีนั้น พ.ศ. 2483 จุรี โมรากุลย่องไปบนฟลอร์ ตัวนิดเดียว กระเดียดกระจาดทุเรียนไม่ไหว จมื่นมานิตย์นเรศ(หัวหน้ากองกระจายเสียง) ออกมาช่วยกระเดียดไปขายหลวงธำรง(หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์)เงินเต็มกระจาด จะเอารายได้นี้ไปสมทบทุนซื้อปืนให้ทหาร หลังจบการแสดง วิลาศ โอสถานนท์เดินมาถามว่าชื่ออะไร และบอกให้แม่พาเธอไปเขียนใบสมัครในวันรุ่งขึ้น จะรับไว้เป็นนักร้องของวงหัสดนตรีกรมโฆษณาการ กินเงินเดือน 30 บาท ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนเสมียน ซึ่งได้ แค่ 20 บาทเท่านั้นเอง ส่วนอายุยังไม่ถึงให้เป็น "ลูกจ้างวิสามัญ" ไปก่อน
           
            เธอเป็นนักร้องหญิงคนแรกประจำวงหัสดนตรีกรมโฆษณาการเข้าไปทำงานขณะที่ครู เอื้อ สุนทรสนานไม่อยู่ เดินทางไปซื้อเครื่องดนตรีและรับบิลลี่ (สิริ ยงยุทธ) ตามคำสั่งหลวงสุขุม(หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์) เธอรู้จักแต่น้าเวส (เวส สุนทรจามร) ความเปิ่นของเด็กที่ไม่ค่อยจะได้ไปไหน คิดว่า น้าเวสคือ หัวหน้าวง วันจริง ครูเอื้อเป็นคนขึ้นไปให้จังหวะบนพระที่นั่งฯ เธอแต่งตัวเป็นแม่ค้าทุเรียน อดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้ชายที่ผมตกๆ คนนี้ เป็นใครกัน ทำไมน้าเวสไม่ขึ้นไปให้จังหวะ ถึงมารู้ความจริงว่า เวส สุนทรจามรไม่ใช่หัวหน้า เธอยังมีคำถามต่อไปว่า ทำไมหัวหน้าหนุ่มจังวะ!
            ...
           สงครามอินโดจีน - มหาเอเชียบูรพา
            ทำงานเพียงไม่กี่เดือนเกิดสงครามอินโดจีน ช่วงนี้ไม่มีเพลงใหม่ ส่วนใหญ่เอาเพลงเก่ามาร้อง การร้องเพลงส่วนใหญ่ในช่วงนี้มักเพลงปลุกใจรักชาติ เพลงในมาร์ชจังหวะเป็นส่วนใหญ่ อย่างเพลง "ไทยรวมกำลัง" เธอร้องสุดเสียง คนที่ร้องเต็มเสียงเต็มคำ เวลาเสียงตกผู้ฟังจะจับได้ เธอไม่ชอบร้องเพลงแบบขมุกขมัว
           
            ในช่วง 12 ปี เงินเดือนข้าราชการขึ้นจาก 30 บาทเป็น 300 และ 450 บาทตามลำดับ ครั้งสุดท้ายก่อนออกจากราชการได้ 850 บาท
           
            ช่วงสงครามไม่มีเพลงใหม่ ท่านหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์เอาเพลง บัวขาว,ลมหวล,เพลิน ของวงไทยฟิล์มที่ ม.ล.พวงร้อย สนิทวงศ์แต่งมาร้องตอนกลางคืนก่อนปิดสถานี ช่วงนี้ไม่เหลือนักประพันธ์เพลงเลย ครูแก้ว อัจฉริยะกุลและเลิศ ประสมทรัพย์ไปเป็นทหารอยู่ที่พระตระบอง ในที่สุด ครูเอื้อ สุนทรสนานให้ครูสมพงษ์ ทิพยกลินเขียนโน้ตมาให้เธอ แล้วบอกว่า อยากร้องเพลงใหม่ต้องใส่เนื้อร้องเอง จนได้เพลง "ใจหนอใจ" เพลงนี้ ต่อมาให้จันทนา โอบายวาทย์เป็นผู้บันทึกเสียง เนื่องจากไม่อยากได้ชื่อว่า แต่งเอง ร้องเอง ความจำเป็นในช่วงสงครามทำให้มัณฑนาประพันธ์เพลงอยู่หลายเพลงอาทิ ใจหนอใจ,สุดคะนึง,วาสนากระต่าย (เฉพาะเพลงนี้ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงโปรดมาก)
           
            จากยุคสงครามอินโดจีนต่อสงครามมหาเอเชียบูรพา นักร้อง – นักดนตรี ก็เหมือนกับประชาชนทั่วไปที่ต้องหนีระเบิดในช่วงสงคราม
           
            "หนีระเบิดกันสนุกมาก ครูแก้วจะแต่งเพลง "ฉันไม่ชอบเดือนหงาย" - ฉันได้เห็นแสงเจ้าแล้วเศร้าระกำ ช้ำใจ อยากจะให้จากไปลับไกลแรมรา ดิฉันจำได้แม่นยำ วันหนึ่งร้องเพลงนี้อยู่ที่ศาลาแดง ต้องถอดรองเท้าวิ่งจากศาลาแดงไปช่องนนทรี มันมาตอนกลางวัน แต่ตอนขากลับ เดินๆ พักๆ 3 เที่ยวยังไม่ถึงศาลาแดง ไม่รู้ว่าวิ่งหนีด้วยความกลัวไปได้ยังไง อีกคราวหนึ่งอยู่กับน้าสมพงษ์ (ทิพยกลิน) พอหวอมา รี (จุรี โมรากุล) ลงหลุมหลบภัยเถอะ เป็นหลุมดินพอก ขุดกันเอาไว้ เข้าไปนี่หน้าตาเละหมดเลย น้าสมพงษ์บอกว่า ไม่เป็นไรรี น้าอยู่นี่ เราตายด้วยกัน เฮ้ย..หนูไม่ตายนะ หนูกลัว น้าพูดอะไรของน้าก็ไม่รู้"
           
            "ดิฉันว่ากลัวระเบิดแล้ว ชวลีย์ ช่วงวิทย์ นี่กลัวกว่าดิฉันอีก วันนั้นร้องเพลงที่โรงหนังโอเดี้ยน จำได้เลยชวลีย์ใส่ชุดสีเขียวฝรั่ง ส่วนดิฉันร้องกล่อมมวนาเสร็จก็รีบถอดเสื้อ เตรียมขึ้นพากย์หนังต่อ พวกนั้นไม่มีภาระต่อ เล่นดนตรีร้องเพลงเสร็จก็กลับบ้าน ส่วนดิฉันต้องพากย์หนังต่อ เพราะครูแก้วเลือกดิฉันไว้ ซึ่งทำให้ดิฉันมีรายได้ขึ้นอีกโปรแกรมละ 4 พันบาท ขณะที่พากย์อยู่ ชวลีย์กลัวระเบิดกระโดดลงท่อที่หน้าโรงหนังโอเดี้ยน ชุดสีเขียวฝรั่งหมดเลยเพราะความกลัวแท้ๆ"
           
            "อีกครั้งกับรุจี อุทัยกร (นักร้องหญิงคนที่ 2 ของกรมโฆษณาการเข้ามาหลัง มัณฑนา 1 วัน) ที่กรมประชาสัมพันธ์ร้องเพลงกลางคืน ข้างๆกองสลากจะมีทรายอยู่กองนึง ขี้หมาเต็มเลย กำลังลงมาจากกรมฯ ได้ยินเสียงปืนกลรัว ดิฉันไม่ฟังเสียงแล้ว สองคนกับรุจี ขอให้รอดเถอะ กลิ้งไปกับกองขี้หมาชีวิต ช่วงสงครามชีวิตเป็นอย่างนี้"
            ...
           จอมพลป. พิบูลสงคราม ศัตรูผู้มีพระคุณ
            ต่อมาชื่อ จุรี โมรากุล ถูกปลี่ยนอีกครั้งเป็น "มัณฑนา โมรากุล" และประกาศอย่างเป็นทางการทางวิทยุให้ทราบทั่วกันตามคำสั่งของจอมพลป.พิบูล สงคราม
           
            "ท่านบอกว่า จุรี แปลว่า พู่สีแดงที่ปลายหอก ท่านเขียนชื่อ วชิรา มัทนา มัณฑนา รุจิรา ให้จมื่นมานิตย์เอามาให้ดิฉันเลือก ดิฉันเลือกมัณฑนา แหม..ดวงตอนนั้นมันขึ้นเหลือเกิน เปลี่ยนชื่อก็ต้องประกาศวิทยุ"
           
            ตอนนั้น … จอมพลป. พิบูลสงครามชื่นชมนักร้องหญิงคนหนึ่งของวงหัสดนตรีกรมโฆษณาการ รุ่นเกล้เคียงกับมัณฑนา โมรากุล แต่กระนั้นท่านจอมพลก็ยังมาเลียบๆ เคียงๆ ถามความสมัครใจกับมัณฑนา โมรากุล เรื่องที่เธอถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น เกิดจากกรณีที่ท่านพบเห็นว่า มัณฑนา โมรากุล เจ้าของเสียงเพลง "สวมหมวก" (คำร้อง – จมื่นมานิตย์นเรศ ปี 2484 ) ส่งเสริมวัฒนธรรมสมัยใหม่ตามประกาศรัฐนิยม (สวมหมวก สวมถุงน่อง เลิกกินหมากและกล่าวคำว่าสวัสดี) กลับฝ่าฝืนไม่ยอมสวมหมวกในที่สาธารณะ
           
            "ดิฉันถูกเรียกไปไต่สวนเรื่องไม่สวมหมวก เวลานั้นไปติดต่อราชการต้องสวมหมวก ถ้าไปโรงพยาบาลแล้วไม่สวมหมวกจะไม่ได้รับการต้อนรับ วันนั้นเรานั่งรถกลับบ้านหมวกมันก็เผยิบๆ เราเห็นว่า ใกล้ถึงวังสวนสุพรรณแล้ว พอรถถึงกรมการปกครองฯก็เลยถอดหมวกเอามาวางไว้บนตัก บังเอิญท่านจอมพลเอารถออกจากกรมการปกครองฯพอดี เราก็ตกใจ พอรุ่งขึ้นมีจดหมายเรียกตัวนางสาวมัณฑนาไปสอบสวนที่วังสวนกุหลาบ พระราชธรรมนิเทศ รองอธิบดีกรมโฆษณาการเป็นผู้สอบ ทำไมมัณฑนาผู้ร้องเพลงสวมหมวก แต่ไม่มีหมวกบนหัว?"
           
            "ตอนนั้นดิฉันยังเด็ก ร้องไห้ใหญ่เลย ดิฉันบอกว่า ลมมันตี เห็นว่าใกล้ถึงวังสวนสุพรรณแล้วก็เลยถอด ท่านจะเอาโทษดิฉันตัดเงินเดือน 3 เดือน ฉันบอกว่า ฉันต้องเลี้ยงแม่ พ่อติดคุก น้องอีกหลายคน ท่านบอกว่าเรื่องนี้ต้องไต่สวนกันตลอดชีวิต ตอนหลังเรื่องไม่สวมหมวกพับไป เอาเรื่องไม่เคารพผู้นำขึ้นมาแทน ท่านจอมพลฯ เห็นว่าไม่ได้ไหว้ท่าน ดิฉันตอบว่าตกใจจริงๆ ไม่คิดว่าจะเจอท่านที่หลังวังสวนสุพรรณ มันเป็นคราวเคราะห์ของดิฉัน นักดนตรีพูดกันว่า เฮ้ย...งานนี้โดนเก็บ (เป็นภรรยาลับ) อีกคนแล้ว ต้องหานักร้องใหม่อีกแล้ว"
           
            "ตอนหลังท่านถามตรงๆว่า อยากสบายแบบ..(นักร้องหญิงคนหนึ่งของกรมฯ รุ่นใกล้เคียงกับมัณฑนา) ดิฉันก็บอกตรงๆ ว่า ไม่อยากสบาย ท่านถามว่าทำไม...เค้ามีรถยนต์ มีแหวนเพชรนะ-ไม่ค่ะ-คุณพ่อดิฉันติดคุกอยู่บางขวาง ท่านก็อึ้งไป หลวงอดุลย์เค้าจับ ดิฉันบอกว่า พ่อติดคุก แล้วลูกต้องไปเป็นดอกไม้ของศัตรู พ่อมิช้ำใจตายในคุกหรือ ท่านตอบว่า ฉันไม่ข่มขืนใจใคร ต่อไปนี้จ่ายเด็กคนนี้อีกเดือนละ 500 บาท เพราะเป็นเด็กรู้พระคุณ ตอนนั้นเงินเดือน 450 บาทเอง เพราะแรงกตัญญูนี่แหละจึงดันชีวิตได้ 12 ปี"
           
            "ตอนที่ท่านเข้าคุก มีคนมาตามดิฉันให้ไปที่กระทรวงยุติธรรม ให้ดิฉันพูดว่าเคยถูกบังคับให้เป็นเมียท่าน ดิฉันบอกว่า ดิฉันไม่ทำ เพราะดิฉันไม่ได้โดนบังคับ จะให้พูดในสิ่งที่ไม่จริง ดิฉันไม่ทำ หลายคนก็มองว่า ทำไมดิฉันไม่เล่นศัตรูกลับ ดิฉันถือว่าท่านมีพระคุณ"
           
            (อ่านต่อตอนที่ 2 "ชีวิตนักร้องในกรมโฆษณาการ")
           
           

           เพลง ดอกไม้กับแมลง
            เพลง นี้เกิดในสมัยที่ยังออกอากาศที่วิทยุศาลาแดง ดิฉันร้องเป็นคนแรก ตั้งแต่มาประจำวงดนตรีกรมโฆษณาการใหม่ๆ ต่อมาบันทึกเสียงกับแผ่นตราโคลัมเบียของห้างกมล สุโกศล เป็นเพลงไพเราะ จังหวะร่าเริงน่าฟัง
           
    http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004169

    --
    โปรดอ่านBlog
    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=porpayia&month=12-2009&date=07&group=10&gblog=69
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=auntymod
    http://www.bloggang.com/index.php?category=20
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=praewkwun&month=10-12-2009&group=27&gblog=15 นาฬิกา+ปฎิทิน

    วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

    สลด! ลูกโลมาอดตาย เกยฝั่งทะเลสาบสงขลา

    วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:35 น.  ข่าวสดออนไลน์


    สลด! ลูกโลมาอดตาย เกยฝั่งทะเลสาบสงขลา

         เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 ม.ค. นายสันติ นิลวัฒน์ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตอนล่างจังหวัดสงขลา รับแจ้งจากนายจำลอง วงค์สุวรรณ อายุ 52 ปี ชาวบ้านริมทะเลว่า พบซากโลมาอิรวดีเกยตื้นอยู่ที่ริมฝั่งทะเลสาบสงขลา ท้องที่หมู่ 7 ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง จึงรุดไปตรวจสอบพบเป็นลูกโลมา เพศผู้ ขนาดลำตัวยาว 1 เมตร  น้ำหนัก 20 ก.ก. อายุประมาณ 9 เดือน–1ปี คาดว่าเสียชีวิตแล้วกว่า 2 วัน นับเป็นลูกโลมาอิรวดีตัวที่ 2 ที่เสียชีวิตในรอบเดือนมกราคม ส่วนสาเหตุสันนิษฐานว่าโลมาตัวแม่น่าจะตายก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนม เมื่อตัวแม่ตายไปทำให้ลูกซึ่งอายุยังน้อยไม่มีนมกินและยังหาอาหารกินเองไม่ได้ 










    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJMk16UTJOVE01Tmc9PQ==

    --
    โปรดอ่านBlog
    http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=porpayia&month=12-2009&date=07&group=10&gblog=69
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=auntymod
    http://www.bloggang.com/index.php?category=20
    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=praewkwun&month=10-12-2009&group=27&gblog=15 นาฬิกา+ปฎิทิน